Monday, October 12, 2009

ทุจริต...กล้า...ยาง

ทุจริต...กล้า...ยาง
ผมฟังคำพิพากษาเรื่อง”คดีทุจริตกล้ายาง”แล้วต้องคว้าหนังสือธรรมะมาอ่านเพื่อข่มจิตให้เห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างกระจ่างใสซึ่งในที่สุดก็ค้นได้ 2 ข้อคือ

1. งบประมาณแผ่นดินหายไป 1,400 ล้าน ถ้าไม่มีใครเห็นตอนเอาไปก็ต้องถามว่า ถ้าไม่ใช่คนใน 44 คน ที่รายล้อมอยู่นั้นทำแล้ว จะมีใครทำได้ ?

2. เงินของชาติ อย่างน้อย 1,400 ล้านหายไปในการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรฯ แต่พฤติกรรมของข้าราชการและนักการเมืองทั้ง 44 คน ของกระทรวงเกษตรฯ ได้รับการวินิจฉัยว่าไม่มีใครสักคนที่ทุจริต เป็นสิ่งที่น่ายินดี ที่กระทรวงนี้ไม่มีคนทุจริต ขอให้ข้าราชการและนักการเมืองทั้งหลายของกระทรวงอื่น ๆ ปฏิบัติเยี่ยงนี้ต่อไป เมื่อไม่เป็นการทุจริตหรือผิดหน้าที่ แต่นี้ก็จะก็ไม่มี “ทุจริตกล้ายาง” ให้เห็นเป็นแน่ คงมีแต่ …….
“กล้า ทุจริตยาง”

สรุป สุภาษิตอเมริกันที่กล่าวว่า
“Everyone has his price.”
จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ...
“If he wants to sell !”
“He who does not want to sell himself, …..
he is priceless”
ก่อนเกษียณตอนอายุ 70 ปี คงได้เห็นผลงานของท่านในวันนี้

ถวายฎีกา...ปัญหาที่ไม่น่าคิด
ผลพลอยได้จากคนกว่า 2 ล้านและกลุ่มผู้ลงชื่อต่อต้านอีกหลายล้าน
ทำให้ ประมาณการรายรับผิดเป้าหมายรัฐเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาได้เพิ่มขึ้นเกินคาดมาก !!!!
ข้อความนี้คงไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย และไม่เกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจ ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าที่อยู่ในหรือนอกประเทศ ตลอดจน ของมวลชนคนกว่า 2 ล้าน เรื่องการทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งผมเห็นว่ามี ปัญหาที่ (ไม่) น่าคิด มีอยู่ดังนี้
1. ผู้ที่ต้องโทษมิได้ร้องขอให้ให้อภัย (ลูกเมียเขาก็ไม่ได้ขอ)
ส่วนผู้ที่ร้องขอให้ให้อภัยมิใช่ผู้ที่ต้องโทษ …… (ไม่ใช่ลูกไม่ใช่เมียไม่ใช่ญาติ)
มันยังไง ? ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ! ?
2. เป็นการร้องทุกข์ให้กับคนที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทุกข์ ลูกเมียของเขาก็สุขสบายดี …
ตกลงมันเป็นทุกข์ของใคร ! ?
ใครจะร้องทุกข์ ให้ปลดเปลื้องทุกข์ให้ใคร ? ในเมื่อไม่มีใครเป็นทุกข์ !!
3. หากจะมีการให้อภัยตามที่มีผู้เข้าชื่อร้องขอให้
บุญคุณทั้งหลายจะตกได้แก่ผู้ใด ใคร ๆ ก็เดาได้
มิใช่จะตกได้แก่ผู้ให้อภัย
แต่จะกลายเป็นหนี้ที่ผู้ที่ได้รับการให้อภัยต้องชดใช้ให้แก่ผู้ที่ร้องขอให้ …..
เพราะ ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ร้องขอให้ ตนก็คงจะไม่ได้รับการให้อภัย
จริงหรือไม่ ?
4. หากมีการให้อภัย..... จะเป็นไปได้ไหมที่เขาอาจจะเพียงขอบใจที่ให้อภัย
และก็อาจ(แกล้ง)สงสัยว่าให้อภัย อะไร
แล้วทำไมถึงมาให้ ? ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขอ ! (ก็ให้เองนี่)
5. ข้อที่ไม่น่าคิดที่สุดก็คือ..... เมื่อให้อภัยแล้ว
จะถึงขนาด อาจไม่รับการอภัยให้นั้นจะได้หรือไม่ ??
เพราะเขาคิดว่า เขาไม่ได้กระทำอะไรผิด ???
ขอบคุณที่ให้อภัย .. แต่ ท่านให้ผมเองนะ... เมื่อผมไม่ได้ขอ
ผมจึงอาจไม่รับ ก็ได้นะขอรับครับกระผม !!!
(ความเห็นส่วนตัว ผมว่า “ถ้ายอมแพ้ เสียก่อนนะ คงชนะไปแล้ว”)

ฟ้อง “ธานี” ศาลไม่รับคดี

ฟ้อง “ธานี” ศาลไม่รับคดี
ควรยกฟ้องอย่างนี้บ่อย ๆ

การฟ้องคดีเพื่อข่มขู่พยานและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอยู่เนืองๆ โดยผู้ฟ้องมักอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เรื่องหมิ่นประมาท, มาตรา 157* และมาตรา 200** เรื่องเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อโดนฟ้อง เจ้าพนักงานผู้นั้นก็โดนสอบสวนหรือ โดน“แป่กขั้น” เรื่องสำคัญกว่านี้ก็มีรกศาลอยู่แล้ว ยังชี้ว่ามีมูล รับฟ้องไว้ก่อน แล้วก็แช่เรื่องไว้ ทำความลำบากใจให้ผู้ถูกฟ้อง ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม ศาลกลับเป็นผู้ทำเสียเอง
………………………………………………..
*มาตรา ๑๕๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
**มาตรา ๒๐๐ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าการกระทำหรือไม่กระทำนั้น เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
………………………………………………..

แรก ๆ ก็ใช้ได้ผลดีสำหรับประชาชนที่โดนเจ้าพนักงานรังแก จนแพร่หลายกลายเป็นหลักที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนว่า “ เจ้าพนักงานทำก็ผิด ไม่ทำก็ผิด”
(ยกเว้นศาลกับอัยการที่ประพฤติไม่ดี ทำอะไร ๆที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ผิด ไม่ติดคุก
เพราะไม่รู้จะฟ้องศาลไหน และใครจะเป็นคนฟ้อง !!!)

แท้จริงแล้ว ต้องเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานต้องมีเจตนาที่จะแกล้งผู้ใดผู้หนึ่งให้เสียหายโดยเฉพาะหากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว เขาย่อมมีอำนาจกระทำได้ แม้อาจทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายบ้างก็ตาม แต่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีก็จะฟ้องไว้ก่อนว่า เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้ง ๆ ที่ เขาทำตามหน้าที่ของเขา
การฟ้องลักษณะนี้ ศาลย่อมพิจารณาได้ว่า เป็นการทำเพื่อแกล้งกัน หรือเพื่อข่มขู่ สมควรไม่รับฟ้อง ดังเช่นคดีที่ จ่าปัญญา ศรีเหรา ฟ้อง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ความว่า
“ ...................ศาลไม่รับ “จ่าปัญญา” ฟ้อง “ธานี”
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องในคดีที่ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา อดีตทหาร สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีลอบสังหารนายสนธิ มอบอำนาจให้นายบัญญัติ จิตรเย็น ทนายความ เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. และ พ.ต.อ.วิชาญวัชร์ บริรักษ์กุล พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและกระทำการโดยมิชอบเพื่อจะกลั่นแกล้งบุคคลให้รับโทษทางอาญาโดยไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 โดยศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” (กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 มีนาคม 2552 หน้า 13)

ศาลควรใช้ดุลพินิจไม่รับฟ้องเช่นนี้ในอีกหลายคดี มิฉะนั้นผู้กระทำความผิดก็จะได้ใจ ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการข่มขู่พยานและเจ้าพนักงานต่อไป อย่างน้อยก็ให้คดีนั้นตัดสินเสียก่อนว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาไม่ผิด ค่อยมาไล่ฟ้องตำรวจผู้ทำคดี หรืออัยการผู้สั่งฟ้องคดี ว่าทำเพื่อกลั่นแกล้งใครหรือไม่
ในทางกลับกัน การ “แกล้งฟ้อง” เจ้าพนักงานหรือพยานดังกล่าว มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172*, 173*, 175* เพิ่มโทษตามมาตรา 174* และอาจเพิ่มขึ้นไปอีกตามมาตรา 181*
..............................................................
*มาตรา ๑๗๒ ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๗๓ ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
มาตรา ๑๗๔ ถ้าการแจ้งข้อความตามมาตรา ๑๗๒ หรือมาตรา ๑๗๓ เป็นการเพื่อจะแกล้ง.... ฯ
ถ้าการแจ้งตามความในวรรคแรก เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา ๑๗๕ ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา ๑๘๑ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๗๕ มาตรา ๑๗๗ มาตรา ๑๗๘ หรือมาตรา ๑๘๐
(๑) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
(๒) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต ......ฯ
............................................................

แต่คนดีๆคงไม่อยากมีเรื่อง
อัยการและศาลท่านควรจะต้องให้ช่วยกันปกป้อง
คนดี ๆ เหล่านี้ไว้ด้วย
แทนที่ผู้ร้ายจะต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ กลับกลายเป็นว่า คนดีไม่มีที่จะเดิน ต้องคอยหลบผู้ร้าย
ความดี ก็จะไม่มี ให้เชื่อ คนดีก็จะไม่มี ให้เห็นอีกต่อไป
ตำรวจจับผู้ร้าย กลายเป็นตำรวจกระทำผิดต่อเสรีภาพของผู้ร้าย
ตำรวจต่อสู้กับผู้ร้าย กลายเป็นตำรวจทะเลาะกับผู้ร้าย
ตำรวจต่อสู้กับผู้ร้าย ถูกผู้ร้าย ยิงตายได้แค่พวงหรีด ตำรวจ ยิงผู้ร้ายตายกลายเป็นฆาตกร
ตำรวจป้องกันกองบัญชาการของเขาจากการชุลมุนวุ่นวาย ไม่รู้ใครดีใครร้าย
พอมีคนตาย กลายเป็นตำรวจผิด แต่คนที่สั่งการเคลื่อนพลให้ประชาชนไปตาย กลับสบายดี
ผู้ร้ายบุกรุกเข้าไปจะลักทรัพย์หรือทำร้าย ถึงในบ้าน เจ้าของบ้านยิงตาย
เจ้าของบ้านถูกตั้งข้อหาว่าฆ่าคน
ทั้ง ๆ ที่เหตุเกิดในบ้านของตนเอง แท้ ๆ
ผู้ร้ายฆ่าคนในบ้านตายถึง 4 คนอย่างเลือดเย็น ไม่เว้นแม้แต่เด็ก (คดีครอบครัว”บุญทวี”)
ทำการอยู่ถึง 4 ชั่วโมงเต็ม หลักฐานเป็นรอยตีนรอยมือเต็มไปหมด
ศาลลดโทษให้ ไม่ประหาร
เพราะกลัวเป็นบาปมากกว่าเชื่อมั่นในกฎหมาย ผู้พิพากษาท่านนั้นคิดว่าท่านไม่ประหารผู้ร้าย
แต่ท่านปล่อยให้ผู้ร้ายประหารคนบริสุทธิ์ไปแล้วถึง 4 คน
เรามักจะท่องจำสุภาษิตกฎหมายเพียงว่า “ปล่อยคนกระทำความผิด 10 คน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว” ซึ่งเป็นสุภาษิตกฎหมายที่จำมาไม่ครบถ้วน เพราะลืมคำว่า “สงสัยว่า” ไปเสียนี่ ข้อความที่ถูกต้องก็คือ
“ปล่อยคนที่“สงสัยว่า” กระทำความผิด 10 คน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว”
มิฉะนั้นก็จะไปเจอเข้ากับสุภาษิตกฎหมายอีกบทหนึ่ง ที่ว่า “ถ้าท่านปล่อยผู้กระทำผิดไป(ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดนะ) ท่านนั่นแหละคือผู้กระทำความผิด”

จริง ๆ แล้ว ผู้พิพากษาคือ “ผู้ชี้กรรม” เท่านั้น การสั่งประหารชีวิตนั้น ท่านไม่ได้สั่งให้ใครฆ่าใคร
แต่เป็นกรรมของผู้ร้ายที่เขาทำขึ้นมาเอง ท่านเป็นเพียงผู้ชี้กรรม
หากแต่... ถ้าท่านทำโดยอคติ จึงจะเท่ากับท่านก่อกรรมเสียเอง
ท่านต้องไปอธิบายกับยมบาลเอาก็แล้วกัน
(ยมบาลก็คือผู้ชี้กรรมของท่านนั่นแหละ)


**********************************************

ปัญหาแก้ได้ ใช้ศีลข้อเดียว !!!

ความแตกแยกของคนไทยเกิดจากความไม่เข้าใจกัน
ความไม่เข้าใจกัน เกิดจากการไม่รู้ข้อเท็จจริง
ความไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดจากการโกหก
ในศาล เป็นพยาน พยานก็โกหก
ในรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็มดเท็จ
ในสภา เป็น สมาชิกสภา ก็ปั้นน้ำเป็นตัว โกหกแหกตา หน้าใส
ไม่มีใครตาย ก็บอกว่าตาย .... กฎหมายก็คุ้มครองให้เสียอีก
หากทำให้การโกหกยุติลงได้ ความจริงก็จะปรากฏ
ประชาชนคนไทยก็จะเข้าใจกัน
ถ้ากฎหมาย และการปฏิบัติทั้งหลายมุ่งหมายขจัดคนโกหก
ความสามัคคีก็จะเกิด
เข้าพรรษานี้ ขอให้มีศีลข้อเดียว.... พอ !

.................................................................

Friday, July 24, 2009

กฎหมายขายเพศ

กฎหมายที่ถูกทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นกฎหมาย “ส่งเสริมสิทธิสตรี” ซึ่งผมได้กล่าวในฉบับที่แล้ว (กฎหมายใหม่, ป.7, ฉ.107, พ.ค. 2552 น.74)ว่าเป็นกฎหมาย “แหกตา” กล่าวคือ พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ก็เป็นกฎหมายหลอกลวงประชาชนซึ่งได้ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551
ทำให้หญิงซึ่งแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถที่จะเลือกใช้ 'นาง' หรือ 'นางสาว' ได้ตามความสมัครใจ และหญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงจะใช้คำนำหน้านามว่า 'นาง' หรือ 'นางสาว' ได้ตามความสมัครใจ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว
ผมก็ไม่รู้หรอกว่าคำนำหน้านามนี่มันจะทำความเสมอภาคมาให้สตรีได้อย่างไร ? และเป็นกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านประชาพิจารณ์ดังเช่นกฎหมายที่กระทบสิทธิทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ กลุ่มสับสนทางเพศเหล่านี้ยังได้ใจ ลามปาม จะทำกฎหมายให้”สังคมวิบัติ” ต่อไปอีกโดยการเสนอกฎหมายแปลงเพศโดยไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบแม้แต่น้อย
โดยองค์กรเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ (ควรเรียกว่า สับสนทางเพศ มากกว่า)ได้รวบรวมสภาพปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและได้เสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้พิจารณา ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (สับสนทางเพศ) ต่อมาคณะกรรมการธิการฯได้ (ร่าง) พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล พ.ศ. ....โดยมีเนื้อหาดังนี้

................................................................................
มาตรา 6 ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายเป็นเพศหญิง โดยผ่านการรับรองจากแพทย์ให้ใช้คำนำหน้าตาม มาตรา 3
มาตรา 7 ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศหญิงเป็นเพศชาย โดยผ่านการรับรองจากแพทย์และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไปให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นาย” ก็ได้

…………………………………………………

หาก พ.ร.บ. นี้ออกมาได้จริง ๆ แสดงว่าพุทธทำนายเรื่องความฟอนเฟะของสังคมมาเร็วกว่ากำหนดถึงกว่า 2400 ปีทีเดียว นำโดยน้ำมือของคนเมืองพุทธในเมืองไทยยุคสมัยนี้นี่แหละ
ข่าวกล่าวว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ได้นำเสนอร่างดังกล่าวในวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ....... โดยอ้างว่าเพื่อความเป็นธรรมและความเสมอภาค เท่าเทียมกันทางเพศ
การไม่เลือกปฏิบัติไม่ใช่การทำให้กลายเป็นเพศเดียวกันโดยการทำ “คำนำหน้า” ให้เหมือนกัน แต่ต้องยอมรับตาม “สภาพที่เขาเป็นอยู่” แล้วสนับสนุนให้เขาอยู่ได้ ไม่ใช่หลอกว่าเท่าเทียมกันด้วยตัวหนังสือ
หากไม่รู้เพศแล้วจะปฏิบัติต่อกันให้ถูกต้องเหมาะสมได้อย่างไรเล่า ?
ความเป็นธรรมจึงอยู่ที่การเคารพหน้าที่ของกันและกัน ถ้าหญิงดูแคลนหน้าที่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกของตน (เพราะมัวแต่อ้างความไม่เท่าเทียมกันที่วิปริตทางความคิดอยู่) โดยรัฐก็ไม่ได้สนับสนุนเสียแล้ว
ก็ไม่น่าประหลาดใจที่เด็กไทยกลายเป็นเด็กที่ “พ่อแม่ไม่สั่งสอน”
เติบโตกันขึ้นมาเป็นคุณหญิงคุณนายและนักเคลื่อนไหวที่ไร้ค่าซึ่งจะทำลายสถาบันครอบครัวอันเป็นหลักสำคัญในสังคมไทยลงในที่สุด


................................................................................

กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

ความเป็นธรรม ไม่ใช่ “การให้เท่า ๆ กัน” แต่เป็น “การให้ในสิ่งที่เขาควรจะได้” แม้จะไม่เหมือนกับคนอื่นก็ตาม
การบัญญัติกฎหมายให้หญิงข่มขืนชายจึงเป็นการเขียนกฎหมายผิดธรรมชาติ
ถ้ากฎหมายให้ประชาชนทุก ๆ คนเสียภาษีในอัตราเดียวกันทั้งหมด จะเรียกว่ากฎหมายนั้นให้ความเสมอภาคและเป็นธรรมหรือไม่ ? หรือว่าการให้คนรวยเสียภาษีมากกว่าคนจน ไม่เป็นธรรมเพราะเลือกปฏิบัติ ?
กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม จึงหมายถึงทั้งกฎหมายที่เลือกปฏิบัติในเมื่อไม่ควรเลือกปฏิบัติ และกฎหมายที่ไม่เลือกปฏิบัติในเมื่อจำต้องเลือกปฏิบัติ
เด็ก 10 ขวบมาขอเข้าเรียน แต่ครูใหญ่อนุญาตไม่ได้ เพราะขาดสูติบัตร หากเข้าใจพื้นฐานว่าเด็ก 10 ขวบตามกฎหมายเป็นวัยที่ต้องอยู่ในโรงเรียนแล้ว สูติบัตรย่อมไม่จำเป็น จะหาสูติบัตรไปทำไม่ในเมื่อเจ้าตัวก็ยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
กลับเป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างเด็กที่มีและไม่มีสูติบัตร
ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ต้องอยู่ในโรงเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น

ส่วนกฎหมายที่ให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แม้จะเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนที่จะเลือกผู้ปกครอง แต่สำหรับชาวต่างชาติ หรือบุคคลอายุต่ำกว่าเกณฑ์ หรือนักโทษในเรือนจำสมควรจะไม่ได้รับสิทธิอันนี้ ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ เพราะ
- ชาวต่างชาติไม่มีส่วนได้เสียในชาติที่ตนไปท่องเที่ยวเพียงชั่วคราว
- บุคคลอายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ยังไม่มีวุฒิภาวะพอในการใช้เหตุผล ยังต้องพึ่งผู้อื่นในการดำรงชีพ จึงไม่มีอิสระและความรับผิดชอบพอ
- ส่วนนักโทษก็เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เคารพกฎกติกาของสังคม จึงเป็นผู้สมควรถูกปฏิเสธสิทธินี้จากสังคมเช่นกัน
คนสูงหรือคนเตี้ย คนพิการในฐานะมนุษย์ควรจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน แต่กระนั้นคนที่ตัวสูงย่อมเหมาะที่จะเป็นตำรวจมากกว่า เพราะน่าเกรงขามกว่าตำรวจตัวเตี้ย หรือผู้พิพากษาหากขาเป๋ ตาเหล่ เป็นกะเทย ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของคู่ความในการพิพากษาคดีของเขาเพราะศรัทธาดังกล่าวเป็นนามธรรมพอ ๆ กับความรู้สึกเชื่อมั่นในความเป็นธรรมที่จะได้รับ
ดังนี้ การที่กฎหมายกำหนดภาระเรียกเก็บภาษีคนที่มีรายได้สูงมากกว่าคนที่มีรายได้ต่ำจึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุผลของเรื่องอยู่ที่ผลประโยชน์ของผู้ที่เสียภาษีได้จากผู้ที่เรียกเก็บ จึงเป็นความยุติธรรมที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ได้ประโยชน์ตามกฎหมายมากกว่าต้องมีภาระทางภาษีมากกว่า
ในทางตรงกันข้าม รัฐมนตรีของไทยมีอำนาจมาก มีฐานะดีกว่า ใช้อำนาจอิทธิพลของตนแต่งตั้งได้ตั้งแต่ปลัดกระทรวงยันภารโรง แต่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นในหน้าที่การงานของตน กลับไม่มีภาระต้องรับผิดชอบใด ๆ แม้แต่จะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบก็ไม่เคยคิด จึงสวนทางกับความเป็นธรรมตามภาระหน้าที่ที่เราพูดถึง
แม้กฎหมายลักทรัพย์ หรือฆ่าคน จะห้ามทุกคนกระทำโดยไม่เลือกหน้า ก็ด้วยกฎหมายประสงค์จะกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่กระนั้นก็จำต้องคำนึงถึงความสามารถในการรับรู้และการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ถูกบังคับด้วย เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี (บางประเทศ 10 ปี) ผู้ป่วยทางจิตที่ไม่อาจรับรู้กฎหมาย หรือควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ กฎหมายก็ยกเว้นโทษให้ หรือคนที่ถูกยั่วยุอย่างรุนแรงจนสุดทนและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ย่อมควรที่จะได้รับโทษน้อยกว่าคนที่กระทำความผิดโดยคิดวางแผนมาเป็นอย่างดี

การลงโทษที่แตกต่างกันนี้ ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ
แต่เป็นการลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติกรรมตามที่กฎหมายต้องการ

กฎหมายจำกัดอำนาจตำรวจ ที่พยายามร่างกันมาตลอดเวลากว่า 15 ปี ไม่มีทางนำมาบังคับใช้ได้เพราะตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่อาจตัดสินใจแทน “นาย” ได้ แม้กรรมการทุกคนจะมีมติเห็นสมควรให้จำกัดอำนาจนั้น แต่เมื่อมีการตัดสินขั้นสุดท้าย “นาย” มาประชุมเพียงครั้งเดียว ก็ล้มมติทั้งหมดได้ กรรมการข้างมากเหล่านั้นจึงไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
หากต่อมา สสร. ไม่กำหนดการจำกัดอำนาจดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ (2540) แล้ว ตำรวจก็ยังคงจะมีอำนาจขังคนได้เฉย ๆ เป็นเวลา 7 วันจนตราบเท่าทุกวันนี้เป็นแน่
มาสมัยนี้ (2550) สนช. ทั้งสภาก็ออกกฎหมายวิปริตให้หญิงข่มขืนกระทำชำเราชายได้ จึงปล่อยให้ผ่านเพียงเพราะความรำคาญ กลุ่มสตรีที่ดื้อรั้นไร้เหตุผลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกปฏิบัติแม้แต่น้อย ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั้งหลายจึงต้องทนรับกรรมที่หนักขึ้นอีก !!!

การดึงดันนอกเหตุเหนือผลจนได้นี้เรียกว่า “เผด็จการ”
หาใช่ทหารถือปืนที่ไหนไม่ !!!

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 108 มิถุนายน 2552

กฎหมายแหกตา

หลังจากมี “กฎหมายให้หญิงข่มขืนชายได้” เพื่อระบายอารมณ์ ของกลุ่ม”หลงเพศ”มาแล้วเกือบปี ก็ไม่ได้ทำให้คดีข่มขืนกระทำชำเราหญิงลดน้อยลง แต่กลับเพิ่มคดีหญิงข่มขืนกระทำชำเราหญิงด้วยกันเอง และเด็กโดยผู้หญิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้หญิงถูกดำเนินคดีและจะติดคุกกันเพิ่มขึ้น
โดยถูกทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นกฎหมายที่ “ส่งเสริมสิทธิสตรี” …
จึงเป็นเรื่อง “แหกตา”ทั้งสิ้น

พ.ร.บ. คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ก็เป็นกฎหมายหลอกลวงประชาชนอีกฉบับหนึ่งซึ่งได้ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551
ทำให้หญิงซึ่งแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถที่จะเลือกใช้'นาง'หรือ'นางสาว' ได้ตามความสมัครใจ และหญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงจะใช้คำนำหน้านามว่า 'นาง'หรือ 'นางสาว' ได้ตามความสมัครใจ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว
เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ โดยที่การใช้คำนำหน้านามของหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วต้องใช้คำนำหน้านามว่า'นาง'คำเดียว โดยมิอาจเลือกได้ตามความสมัครใจ ทำให้เกิดผลกระทบต่อหญิงดังกล่าวในการดำรงชีวิตประจำวันอาทิ การประกอบอาชีพ การศึกษาของบุตร และการทำนิติกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้การใช้คำนำหน้านามในลักษณะดังกล่าวของหญิงมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ สมควรกำหนดให้หญิงมีทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจซึ่งเป็นการสอดคล้องกับการเลือกใช้นามสกุลตามกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคล

สำหรับรายละเอียดของ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีดังนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า 'พระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบการใช้คำนำหน้านามหญิงเป็นอย่างอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติมาตรา ๔ หญิงซึ่งมีอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นางสาว”
มาตรา ๕ หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว จะใช้คำนำหน้านามว่า 'นาง' หรือ 'นางสาว'ได้ตามความสมัครใจ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว
มาตรา ๖ หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงจะใช้คำนำหน้านามว่า 'นาง'หรือ 'นางสาว' ได้ตามความสมัครใจ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว
ผลต่อเนื่องจากการออกกฎหมายบับนี้ (ตามรายงานข่าวจาก internet) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ได้มีการอภิปรายในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง และมีมติรับในหลักการที่จะต้องให้การคุ้มครองแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยขยายความหมายของคำว่า “เพศ”ให้ครอบคลุมความหมายถึง บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ โดยทำเป็นบันทึกในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์จากสำนักเลขาธิการรัฐสภา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่บังคับใช้ในขณะนี้ มาตรา 30 ระบุว่า
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนาการศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมถือเป็นการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับองค์กรเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ได้รวบรวมสภาพปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและได้เสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้พิจารณา ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ต่อมาคณะกรรมการธิการฯได้ (ร่าง) พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล พ.ศ....โดยมีเนื้อหาดังนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล” พ.ศ. .....
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 3 หญิง อายุ 15 ปีขึ้นไป ยังไม่ได้สมรส ให้ใช้คำว่า “นางสาว”
มาตรา 4 หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วจะใช้คำนำหน้าว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ
มาตรา 5 หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วตามมาตรา 4 และเปลี่ยนคำนำหน้านามภายหลังการสมรสเป็น “นาง” และต่อมาได้ทำการจดทะเบียนหย่า ให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นาง”หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ
มาตรา 6 ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายเป็นเพศหญิง โดยผ่านการรับรองจากแพทย์ให้ใช้คำนำหน้าตาม มาตรา 3
มาตรา 7 ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศหญิงเป็นเพศชาย โดยผ่านการรับรองจากแพทย์และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไปให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นาย” ก็ได้
มาตรา 8 กฎหมาย กฎ ระเบียบใด ที่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 9 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ได้นำเสนอร่างดังกล่าวในวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ซึ่งสมาชิกฯ ชายส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยอภิปรายให้เหตุผลแตกต่างกัน ดังนี้
เหตุผลด้านเรื่องการขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติที่มีในในสังคม ทำให้เกรงว่าการออกกฎหมายดังกล่าวจะกระทบต่อกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนบุคคล กระทบกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายๆ ส่วนที่ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนที่เคารพในความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม
ความกังวลใจว่าจะเกิดปัญหาการหลอกลวงในชีวิตคู่ โดยเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้อยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการคือ ความเสมอภาคชายและหญิง และการไม่ให้เลือกปฏิบัติกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ แต่มีความกังวลในในการปรับรายละเอียดของกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีชายแปลงเพศแล้วเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นหญิงแล้วไปแต่งงานโดยที่คู่ไม่รู้ว่าเป็นคนแปลงเพศ มีลูกไม่ได้ ทำให้เกิดการฟ้องร้องข้อหาหลอกลวง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าว ควรมีการระบุลักษณะเพศเดิมของบุคคลที่แปลงเพศไว้ด้วย
ความกังวลใจว่าจะก่อให้เกิดการหลีกเลี่ยงการคัดเลือก เกณฑ์ทหารโดยไปผ่าตัดแปลงเพศหรือศัลยกรรมหน้าอก
น.พ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สนช.อภิปรายว่า การที่มี พ.ร.บ.กำหนดคำนำหน้านาม เพื่อบอกลักษณะความแตกต่างระหว่างบุคคล เพศ และสถานภาพการสมรส แต่เมื่อ สนช.เสนอร่าง พ.ร.บ.คำนำหน้านามบุคคล จึงอยากให้พิจารณารอบคอบ โดยมีข้อสังเกต 5 ประการ คือ
1. คำนำหน้านามเป็นการแยกสถานภาพการสมรส หากหญิงที่สมรสแล้วเลือกใช้คำหน้านามเป็น นางสาว ซึ่งไม่รู้ว่าสมรสแล้ว หากจะสมรสอีกก็จะเป็นปัญหาการสมรสซ้อน
2. ร่าง พ.ร.บ.กำหนดว่าชายที่แปลงเพศเป็นหญิง หรือหญิงที่แปลงเพศเป็นชาย จะใช้คำนำหน้าชายหรือหญิงก็ได้ โดยผ่านการรับรองจากคณะกรรมการแพทย์ แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้ กลับไม่มีรายละเอียดองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าว ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน
3. การผ่าตัดแปลงเพศเป็นชายหรือหญิงอาจเกิดปัญหาสมรสโดยสำคัญผิดได้ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะชายหรือหญิงได้
4. อาจเกิดปัญหาอาชญากรรม ซึ่งระหว่างคดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าและอาจก่อให้เกิดความสับสนในการสอบสวนจับกุมได้ และ
5. ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจมีปัญหาด้านสังคม การสมรส การเกณฑ์ทหาร และอุปสมบท ที่หญิงแปลงเพศเป็นชายแล้วใช้คำนำหน้าเป็นนายไปอุปสมบท ก่อให้เกิดความสับสน จึงอยากให้พิจารณาให้รอบคอบและรอบด้านก่อน

ผมเห็นด้วยกับคุณหมออำพล นะ หากคิดว่าแก้กฎหมายแล้วหญิงจะเป็นชาย นายจะกลายเป็นนางได้ ก็ทำเถิด
การไม่เลือกปฏิบัติไม่ใช่การทำ “คำนำหน้า” ให้เหมือนกัน แต่ต้องยอมรับตาม “สภาพที่เขาเป็นอยู่” แล้วสนับสนุนให้เขาอยู่ได้ไม่ใช่หลอกว่าเท่าเทียมกันโดยตัวหนังสือ
- ห้องน้ำชาย 1 ห้องต้องให้หญิง 5 ห้อง
- เงินเดือนหญิงต้องมากกว่าชาย 5% เพราะเธอต้องใช้เงินซื้อผ้าอนามัยทุกเดือน ผู้ชายไม่ต้อง
- รัฐต้องให้เงินเดือนหญิงที่ตั้งท้อง และเลี้ยงดูลูกเพราะรัฐห้ามทำแท้ง ผู้ชายไม่ต้องท้อง

ฯลฯ
ถ้ายังไม่รู้จักและยอมรับตัวเองแล้ว
จะปรับปรุงแก้ไขทำอะไรให้ดีขึ้นย่อมไม่ได้
ก็ฝืน ๆ กันไป
หากคนระดับคุณหญิงทั้งหลาย และนักกฎหมายในสภายังไม่รู้จักเรื่องความเป็นธรรม เสมอภาค และเท่าเทียมกันแล้ว
กฎหมายที่เขาเหล่านั้นบัญญํติมา ก็เป็นกฎหมายหลอกลวง แหกตาทั้งสิ้น

ผมอ่านกฎหมายเหล่านี้แล้ว...............
หมดอารมณ์ทางเพศ
sex เสื่อมเลย
(ชั่วคราวนะ)
----------------------------------------
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 107 พฤษภาคม 2552

“เรื่องของ ฮาตรึม”

ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม (colonial period) ประเทศอังกฤษ มีอาณานิคมมากที่สุดจนได้ชื่อว่า “ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” (the sun never sets in British Empire) เพราะอังกฤษมีดินแดนที่เป็นอาณานิคมกระจายอยู่ทั่วทุกทวีปในโลก
การดูแลอาณานิคมเหล่านี้ จำต้องมีกองทหารที่เกณฑ์จากคนท้องถิ่นมาดูแลความเรียบร้อย ปัญหาเรื่องการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนท้องถิ่นเหล่านั้นไม่รู้จักภาษาอังกฤษเลย
ณ ประเทศ “กินหญ้า” หนึ่งในอาณานิคมของอังกฤษใน “กาฬทวีป” หรือที่เราเรียกกันว่า ทวีปอัฟริกา นาย ฮาตรึม ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นอยู่ในประเทศนั้นก็ถูกเกณฑ์มาเป็นทหารในกองทัพอังกฤษเพื่อดูแลอาณานิคมเช่นกัน
ฮาตรึมก็เหมือนกับคนพื้นเมืองทั้งหลาย คือไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย แต่ทราบมาว่าเวลาตรวจแถวทหารเกณฑ์ กษัตริย์อังกฤษมักจะทรงตั้งคำถามให้ทหารเกณฑ์ตอบซ้ำ ๆ กันอยู่ 3-4 ข้อตามลำดับคือ
1. เจ้าชื่ออะไร (What is your name? )
2. เจ้าอายุเท่าใด (How old are you?)
3. เจ้าเป็นทหารมากี่ปีแล้ว (How long have you been serving in the army?)
4. ปลากับเนื้อเจ้าชอบอย่างไหน (Between fish and beef, which one do you prefer?)
เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจให้แก่กษัตริย์อังกฤษ ฮาตรึม จึงเพียรท่องคำตอบทั้ง 4 ข้อเตรียมไว้เป็นลำดับคือ
1. ฮาตรึม พะย่ะค่ะ (Ha-treum,Sir)
2. 21 ปี พะย่ะค่ะ (21 years old, Sir)
3. 3 ปี พะย่ะค่ะ (2 years, Sir)
4. ทั้ง 2 แหละพะย่ะค่ะ (Both, Sir)
วันตรวจแถวทหาร เมื่อกษัตริย์อังกฤษทรงตรวจแถวทหารมาถึงฮาตรึม ก็ตรัสถามคำถามดังกล่าวกับ ฮาตรึม…..
“เจ้าชื่ออะไร” กษัตริย์ถาม
“ฮาตรึม พะย่ะค่ะ” บังเอิญกษัตริย์ เกิดสลับคำถาม ว่า
“เจ้าทำงานมากี่ปีแล้ว” ฮาตรึมก็ตอบตามที่ท่องจำเอาไว้ว่า

“21 ปี พะย่ะค่ะ" กษัตริย์ถึงกับงงว่าทำไมฮาตรึมจึงทำงานมานานนัก จึงถามต่อไปว่า
“ทำงานมาตั้ง 21 ปี แล้วตอนนี้เจ้าอายุเท่าไหร่ล่ะ?”
“3ปี พะย่ะค่ะ” ฮาตรึม ตอบตามลำดับที่ท่องไว้ กษัตริย์ยิ่งงงหนัก ถึงกับกล่าวขึ้นว่า
“อายุ 3 ปี แต่ทำงานมาตั้ง 21 ปีแล้ว….เอ…สงสัยว่าเจ้าบ้าหรือข้าบ้ากันแน่?”
“ทั้ง 2 แหละพะย่ะค่ะ” ฮาตรึม ตอบอย่างฉะฉานด้วยความมั่นใจยิ่ง
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การท่องจำโดยไม่เข้าใจความหมาย ไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง”
ข้อควรจำสำหรับนักกฎหมายที่เข้าใจการตีความ
“ตามตัวอักษร” หรือ “ตามฎีกา” อย่างผิด ๆ

---------------------------------------------------
บุคคลสาธารณะ
การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ เป็นสิทธิพื้นฐานและเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามเสรีภาพของบุคคลย่อมสิ้นสุดเมื่อไปกระทบกับสิทธิของผู้อื่นเข้า ก็จะกลายเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย (abuse of right)
การแสดงความคิดเห็นจนเป็นข่าวสาธารณะปรากฏตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของสมาชิกสภานิติบัญญัติอาจเสี่ยงต่อความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 ได้
แต่กระนั้น กฎหมายหมิ่นประมาทก็ยังเปิดโอกาสให้อำนาจบุคคลในการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ได้
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรม เช่นการไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หรือเป็นพยานในศาล การให้ปากคำกับคณะกรรมการสอบสวนเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบของบุคคลอื่น
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ เช่นพนักงานสอบสวนรายงานข้อความหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพ เพื่อให้มีการดำเนินการต่อไป ไม่ทำให้เขากลายเป็นผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเอง
(3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ข้อนี้คือการแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริตตามเสรีภาพในรัฐธรรมนูญนั่นเอง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ (public figure) ซึ่งจะเป็นประเด็นหลักในบทความนี้
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ใน (3) ข้างต้น หมายถึง การวิพากษ์ติชมบุคคลสาธารณะ ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน เช่น ดารา นักแสดง หรือผู้ซึ่งการกระทำของเขามีผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ครู อาจารย์ นักการเมือง โดยเฉพาะผู้มีตำแหน่งบริหารในราชการ บุคคลสาธารณะ อาจแยกเป็นลักษณะได้ดังนี้
1) บุคคลสาธารณะที่มีลักษณะหรือแสดงออกซึ่งความเป็นบุคคลสาธารณะอย่างชัดเจน (Obvious public figure) บุคคลสาธารณะประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์มหาชนโดยตรง ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ได้อีก ดังนี้
1.1) บุคคลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะในระดับต่าง ๆ ได้แก่ นักการเมืองหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนนักการเมืองระดับท้องถิ่นต่าง ๆ
1.2) บุคคลที่ให้บริการสาธารณะหรือเกี่ยวข้องกับประชาชนในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำ เช่น ข้าราชการฝ่ายปกครอง ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการครู หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังกัดส่วนราชการต่าง ๆ เพราะนโยบายหรือการปฏิบัติงานของเขากระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไป
2) บุคคลสาธารณะที่จำกัดตามวัตถุประสงค์ของการแสดงออกซึ่งความเป็นบุคคลสาธารณะนั้น ๆ (Limited-purpose public figure) บุคคลประเภทนี้จะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะเฉพาะในเรื่องที่ได้แสดงออกตามที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหรือการดำเนินการนั้น ๆ หรือในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เท่านั้น ได้แก่
2.1) บุคคลที่อาสาตนเข้ามาดำเนินกิจกรรมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง เช่น ผู้นำกลุ่มผลประโยชน์หรือตัวแทนในการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองเพื่อบรรลุขอบวัตถุประสงค์ในเรื่องที่กลุ่มของตนต้องการ นักวิชาการอิสระที่เข้ามาเป็นสื่อกลางหรือกลไกในการเผยแพร่ความคิดเห็นต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง
2.2) บุคคลผู้ประกอบอาชีพในด้านสันทนาการและให้ความบันเทิงแก่ประชาชน เช่น ดาราภาพยนตร์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดง นายแบบ นางแบบ นักพูดทอล์กโชว์ นักกีฬาอาชีพ
2.3) บุคคลผู้ประกอบวิชาชีพในด้านสื่อสารมวลชน เช่น ผู้ดำเนินรายการหรือผู้สื่อข่าววิทยุโทรทัศน์ และนักหนังสือพิมพ์หรือคอลัมนิสต์
2.4) บุคคลที่ทำหน้าที่เผยแพร่คำสอนทางศาสนาหรือปฏิบัติธรรมจนเป็นยอมรับของประชาชนโดยทั่วไป เฉพาะบุคคลที่เปิดเผยตัวต่อสาธารณชน เช่น พระเกจิอาจารย์ พระนักเทศน์
2.5) บุคลที่เปิดเผยตัวให้ปรากฏต่อสาธารณะหรืองานสังคมต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นบุคคลระดับสูงในสังคม (hi-society) เช่น นักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ หรือผู้ที่สืบเชื่อสายมาจากตระกูลอันทรงเกียรติซึ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างทางสังคมหรือมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณกุศลต่าง ๆ เพื่อสังคม
3) บุคคลสาธารณะที่ไม่ได้เข้ามาโดยสมัครใจหรือบุคคลสาธารณะโดยบังเอิญ (Involuntary limited-purpose public figure or By change public figure) บุคคลประเภทนี้ ก็คือคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะในแง่ของความเป็นอยู่ของประชาชนแต่อย่างใด แต่สถานความเป็นบุคคลสาธารณะของเขาได้ปรากฏเมื่อเรื่องราวของเขาได้ถูกเสนอเป็นข่าวทางสื่อมวลชนต่าง ๆ ซึ่งสถานะความเป็นบุคคลสาธารณะของบุคคลประเภทนี้จะมีระยะเวลาไม่คงทนถาวร เนื่องจากประชาชนจะให้ความสนใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอันจำกัดเท่านั้น เมื่อหมดความสนใจความเป็นบุคคลสาธารณะก็จะหมดไปทันที ยกตัวอย่างเช่น คนขับรถแท็กซี่ซึ่งเก็บกระเป๋าเงินที่ผู้โดยสารลืมไว้ในรถแท็กซี่ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อคืนให้แก่เจ้าของ เด็กนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวและมีการแถลงข่าวการจับกุมต่อสื่อมวลชน และผู้ที่ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์รายวัน ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ตกเป็นข่าวทางอินเตอร์เน็ตตามwebsite ต่าง ๆ ซึ่งมีประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในเรื่องของเขา เป็นต้น
ดังนั้น บุคคลสาธารณะเหล่านี้จึงอาจถูกตำหนิติชมในส่วนที่แสดงออกต่อสาธารณะ เช่น กล่าวหาว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีทุจริต เพราะปรากฏรอยร้าวบนรันเวย์ รัฐมนตรีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจะฟ้องร้องผู้กล่าวว่าหมิ่นประมาทไม่ได้ เพราะรอยร้าวทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ว่าอาจมีทุจริตเช่นนั้น ผู้เกี่ยวข้องคงมีหน้าที่เพียงชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงให้สาธารณชนหายข้องใจเท่านั้นเพราะข้อมูลมีอยู่ในอำนาจของตนฝ่ายเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากปล่อยให้บุคคลสาธารณะเหล่านี้เที่ยวฟ้องหมิ่นประมาทพยานเอกชน หรือสื่อมวลชนต่าง ๆ เพื่อปิดปากผู้เปิดโปง การทุจริต ฉ้อโกงของเขาเหล่านั้นกันอย่างพร่ำเพรื่อ บุคคลสาธารณะ สระ “ อะ ” คงจะหาย
กลายเป็น “บุคคลสาธารณ์”ไปได้ !!!


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 106 เมษายน 2552

หมิ่นสถาบัน ป.อาญา มาตรา 112

หลังจากที่มีการแก้ไข ป.อาญา ให้หญิงข่มขืนชายได้ นอกจากจะทำให้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราถูกชายฟ้องเป็นจำเลยได้แล้ว ยังจะทำให้หญิงทั่วไปเสี่ยงที่จะถูกข่มขืนกระทำชำเรามากขึ้น เพราะตามกฎหมายนี้หากชายสามีข่มขืนกระทำชำเราภริยาก็จะต้องติดคุก ชายสามีจึงอาจคิดไปได้ว่า
ไหน ๆ ก็จะต้องติดคุกทั้งที ก็ขอข่มขืนหญิงที่มิใช่ภริยาน่าจะดีกว่า
นอกจากนี้ ก็อาจจะทำให้สามีนิยมมีภริยาอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะเป็นภริยาที่สามีข่มขืนกระทำชำเราได้โดยไม่ผิดกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้
การแก้ไขกฎหมายข่มขืนกระทำชำเราจึงแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของประธานและกรรมาธิการร่าง ตลอดจนสมาชิกสภานิติบัญญัติแต่งตั้งที่มาประชุมกันไม่ค่อยครบ แต่รับเงินเดือนๆ ละแสนครบ
ขออย่าให้ประเทศไทยมีปรากฏการณ์เช่นนั้นอีกเลย เพื่อพิสูจน์ว่านักกฎหมายไทย นอกจากคนกลุ่มนี้ ยังมีสติปัญญาและสัมปะชัญญะครบถ้วน

ขณะนี้มีการพูดถึงการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญากันในหลายกลุ่ม หลากความเห็น ก็ต้องดูก่อนว่า มาตราดังกล่าวบัญญัติไว้อย่างไร
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
มาตรานี้รับรองบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
กฎหมายมาตรานี้เคยมีการเพิ่มโทษจำคุกมาแล้ว 1 ครั้ง ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2519 และได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายที่รัฐบาลหรือใครก็ตามที่ “นาย” ไม่ชอบ เช่น กรณี คุณหญิงกัลยา กับสติ๊กเกอร์คลองเตย อดีตอธิบดีกรมตำรวจที่แปลบทความต่างประเทศที่มีข้อความหมิ่นสถาบัน กลายเป็นผู้กระทำการหมิ่นเสียเอง
เพื่อสังเวย “นาย” ที่อยากจะดันให้ย้ายออกไป
ที่จริงแล้วการกระทำความผิดตามมาตรานี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ผู้เสียหายจึงมิใช่บุคคลหรือผู้ใดผู้หนึ่ง หากเป็นการกระทำต่อสถาบันประมุขของชาติโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือประเทศอื่นใดในโลกก็มีกฎหมายไว้คุ้มครองสถาบันประมุขของตนกันทั้งนั้น แต่มีคนพยายามจะทำให้เห็นเป็นอย่างอื่น
จึงเห็นได้ว่ามาตรานี้เป็นเรื่องของชาติ ของส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใคร มีแต่คนชั่ว ๆ บางคนนำไปใช้แกล้งกล่าวหา ฟ้องร้อง กลั่นแกล้งกันอย่างผิด ๆ
เมื่อเป็นดังนี้
1. ใครเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 เท่ากับประสงค์จะล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ของไทย และนับถือประมุขหรือผู้แทนของรัฐบาลต่างประเทศยิ่งกว่าของไทย เข้าข่ายเป็น “กบฏ” ภายในราชอาณาจักร
2. ใครเสนอให้เพิ่มโทษให้หนักขึ้นแสดงว่าประสงค์จะใช้มาตรานี้ทำลายล้างกลั่นแกล้งศัตรูทางการเมือง หรือทางส่วนตัวให้หนักหนาขึ้นกว่าเดิม
นอกจากมาตรา 112 แล้วกฎหมายของเราก็ยังให้ความคุ้มครองไปถึงสถาบันประมุขของต่างประเทศด้วย ยังมีมาตรา 133 อีกที่บัญญัติว่า
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ราชาธิบดี ราชินี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่..........”
รวมทั้งมาตรา 134 ที่ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศ......ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง 5 ปี หรือปรับ............”
ดังนี้ ถ้าจะกลั่นแกล้งกันทางการเมืองไม่ต้องใช้ 112 ก็ได้
ใช้ 133 กับ 134 แทนก็แล้วกัน
เอาเข้าไปสิ ด่าเข้าไปเลย
ถ้าไม่มีเจตนาแอบแฝงอย่างอี่น

ประเทศอังกฤษเองก็มีกฎหมายอย่างเรา น่าจะให้เขาดำเนินคดีกับอาจารย์ใจ ที่อังกฤษได้
แต่หากเขาไม่มีกฎหมายเช่นนี้
เราก็สมควรยกเลิกมาตรา 133 และ 134 ของเราที่คุ้มครองประมุขของเขาเสียด้วย
จะได้ให้อาจารย์ “ใจ”
กล่าวหาว่าร้ายประมุขของประเทศอังกฤษเสียให้สม”ใจ”ปรารถนา
แต่แกคงไม่ทำเพราะประเทศอังกฤษเป็นแผ่นดินเกิดของแก
ไม่ใช่แผ่นดินไทย !!!


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

พระราชอำนาจ

พอได้กล่าวถึงมาตรา 112 แล้วผมก็อดนึกถึงเรื่องเล่าที่น่านำมาคิดไม่ได้
คำว่า “โองการ” หมายถึงคำศักดิ์สิทธ์ “พระบรมราชโองการ” คือคำศักดิ์สิทธิ์ หรือคำสั่ง(อันสูงสุด)ของพระเจ้าแผ่นดิน
คำว่า “ผู้สนองพระบรมราชโองการ” คือเมื่อมีพระบรมราชโองการหรือคำสั่งแล้ว ก็ต้องมีผู้รับไปปฏิบัติ และรับผิดชอบแทน หากไม่มีผู้สนองพระบรมราชโองการก็แสดงว่า คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินไม่มีใครรับเอาไปทำ และไม่มีผู้รับผิดชอบ !!!
เรื่องที่ผมได้รับฟังมานี้ ยังไม่มีความแน่ชัดว่า มี ได้มี หรือจะมี การปฏิบัติอย่างไร กับพระบรมราชโองการที่ไม่มีผู้สนองเหตุ หลายกรณีก็เป็นเพราะมีการ “เปลี่ยนรัฐบาล” หรือ “ปฏิวัติรัฐประหาร” หรือรัฐบาลลาออก หรือมีเหตุให้ต้องออกอย่างกระทันหัน
ข้อเท็จจริงมาถึงผมเพียงครึ่งทาง ว่า กรณีมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญ แล้วเกิดเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ผู้บริหารชุดใหม่จึงไม่ “สนองพระบรมราชโองการ” ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแล้ว กลับเสนอให้ลงพระปรมาภิไธยใหม่เป็นอย่างอื่น เท่ากับพระเจ้าแผ่นดินสั่งแล้วฝ่ายบริหารไม่รับไปทำ ใช่หรือไม่ ?
การมีพระบรมราชโองการเป็น routine ของการบริหารหรือ
การสนองพระบรมราชโองการนั้นเป็น routine กันแน่ ?

ผมจะไม่สะดุดใจเลยหากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้รอบคอบก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือหากฝ่ายบริหารชุดใหม่จะได้สนองพระบรมราชโองการสัก 1 วัน แล้วเสนอให้โปรดเกล้าฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่
ที่ผมสะดุดใจก็คือ
หากว่าโดยโบราณราชประเพณีแล้ว มีคำพังเพยว่า
“พระมหากษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ”
นี่ถึงขนาดลงพระปรมาภิไธยแล้ว จะว่าไง ?

ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่นคลอนการถือโบราณราชประเพณี นี้ ?
หากจะว่าโดยหลักกฎหมายแล้ว ผมเคยเห็นแต่ว่า พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน พระองค์ท่านทรงมีพระราชอำนาจ ในการยับยั้งกฎหมาย หรือการกระทำของฝ่ายบริหารได้โดยไม่ทรงโปรดเกล้าฯ ลงมา แต่ ............
ไม่เคยเห็นหลักอะไรที่ไหนให้อำนาจใครยับยั้งพระบรมราชโองการได้
เว้นแต่เรื่องที่ทรงเรียกพระแสงดาบขณะทรงพระพิโรธ
ไม่ให้สนอง ต้องยืนยันถึง ๓ ครั้งก่อน
ผมว่าผู้ที่ไม่สนองพระบรมราชโองการ
จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับการกระทำตามมาตรา 112 ข้างต้นหรือเปล่า !!!
ผมเชื่อว่าไม่มีหรอก เพราะท่านเหล่านั้นรู้ดีทุกอย่าง
รู้แม้กระทั่งว่า รูปหล่อสำริดขององค์พระสยามเทวาธิราชนั้นศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน ?
แต่สิ่งที่ท่านเหล่านั้นไม่รู้หรือลืมดูไปก็คือ ...
พระสยามเทวาธิราชพระองค์จริงประทับให้เราเห็นไม่เว้นวัน !!!


*********************
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 105 มีนาคม 2552

คดีหมอกฤษฎ์กับลิเดีย

การฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายกันเป็น 100 – 200 ล้าน กำลังฮิตมาก ไม่ว่าดารา นักการเมือง (เลว ๆ) ก็ใช้วิธีนี้ข่มขู่ปิดปากฝ่ายตรงข้าม
หญิงสาวแจ้งความว่าถูกเสี่ยข่มขืนกระทำชำเรา เสี่ยฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย “50 ล้าน”
คดี “ยุทธ ตู้เย็น” ฝ่ายอัยการอุตส่าห์เอากำนันพยานปากเอกเข้าโครงการ “คุ้มครองพยาน” เก็บตัวเงียบ คุณยุทธ แกฟ้องกำนันฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท ขอให้ศาลออกหมายเรียก.... ถ้าไม่มาตามหมายเรียกก็มีความผิดให้ออกหมายจับ
ดังนี้ โครงการ “คุ้มครองพยาน” จะมีประโยชน์อันใด เพราะต้องให้พยานออกมาแก้คดีและเขา เกิดถูก “ยิงทิ้ง” เอา ตามหมายศาล ในคดีหมิ่นประมาท ! ! !
คดีคุณลิเดีย แต่แรกผมสงสารหมอ (ดู) กฤษฎ์ คอนเฟิร์ม เพราะคุณลิเดียแกก็เล่นหนักไปหน่อย แต่ก็เพราะคุณกฤษฎ์แกพล่อยปากไปเอง และผมก็เชื่อว่าขึ้นศาลจริง ๆ ในที่สุดก็คงไม่ติดคุกอยู่ดี
...แต่พอมีข่าวหมอกฤษฎ์แกฟ้องกลับคุณลิเดีย ผมกลับสงสารคุณลิเดียขึ้นมาทันที ตามข่าว...” (คมชัดลึก, ศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 15)กล่าวว่า
“...หลังจาก นายศุกฤษฎ์ ปทุมศรีวิโรจน์ หรือหมอกฤษฎ์ คอนเฟิร์ม หมอดูชื่อดัง มอบอำนาจให้ นายสนั่น วิริทสวัสดิ์ ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา หรือ ลีเดีย นักร้องสาวอาร์แอนด์บีชื่อดัง สังกัดค่ายอาร์เอส และนายแมทธิว ดีน ฉันทวานิช แฟนหนุ่มของ น.ส.ศรัณย์รัชต์ เป็นจำเลยที่ 1 – 2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกเงิน 100 ล้านบาท และฟ้องแพ่งนางศันสนีย์ วิสุทธิธาดา มารดาของ น.ส.ศรัณย์รัชต์ ที่ทำให้เสียประโยชน์ทำมาหาได้ โดยเรียกเงินชดเชย 100 ล้านบาท และฟ้องคดีอาญา ศาลแขวงปทุมวัน….. ”
ผมสงสัยว่า หมอกฤษฎ์ อายุแค่ 23 เพิ่งเป็นหมอดูได้ไม่เท่าไหร่จะเสียหายถึง 100 ล้าน ตามที่ฟ้องเรียกเอาหรือ ทำมาไม่กี่ปีรายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายจะถึง 4 ล้าน หรือเปล่ายังไม่รู้เลย ให้สรรพากรตรวจสอบดูหน่อยก็ได้
จึงเห็นเจตนาค่อนข้างชัดเจนว่าแกเรียกเพื่อข่มขู่ ข่มขวัญคู่ต่อสู้โดยใช้ศาลท่านเป็นเครื่องมือ...
เขาน่าจะรู้ว่าการแกล้งฟ้องกันทางอาญามีความผิดตามมาตรา 173 และ174 ได้
อย่างไรก็ตามกรณีอย่างนี้..ผมว่านะ
คนที่เลวเข้าขั้น ไม่ใช่คู่ความหรอก
แต่น่าจะเป็นทนาย(ที่ไม่ได้)ความตัวดีของเขานั่นแหล่ะ.......


ห้ามทำแท้ง กับการคุ้มครองสตรี

เมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญใหม่ในการประกันสิทธิสตรีว่ามีเท่าเทียมชาย ก็คงเป็นได้เพียงตัวหนังสือ หากว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้มีการแก้ไขในสาระสำคัญของกฎหมาย ถึงเหตุที่ทำให้ความเท่าเทียมกันเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะสร้างความเป็นธรรมจริง ๆ
ก่อนอื่น คำว่า “เสมอภาค” หรือ “เท่าเทียมกัน” นั้นไม่ได้มีความหมายว่าให้เท่า ๆ กันหมด เช่น ผู้ชายต้องเป็นทหาร ผู้หญิงก็ต้องเป็นทหารด้วยเพื่อความเสมอภาค ผู้ชายโหนรถเมล์ ผู้หญิงก็โหนรถเมล์ด้วย ผู้ชายเป็นแมงดา ผู้หญิงก็เป็นแมงดาได้ด้วย ฯลฯ อะไรทำนองนี้ เป็นความเข้าใจผิดในสาระของความเสมอภาค เพราะโดยธรรมชาติ โดยสรีระความเสมอภาคเช่นนี้มีไม่ได้ เขียนกฎหมายอย่างไร ๆ ก็ไม่มีทางให้มีสรีระที่เสมอภาคกันได้
ความเสมอภาคที่แท้จริงคือ ให้เขาอย่างที่เขาควรจะได้ ใครแข็งแรงกว่าก็ต้องคุมไว้ไม่ให้ไปรังแกคนที่อ่อนแอ คนที่อ่อนแอก็ต้องคอยคุ้มครองดูแลไม่ให้คนเข้มแข็งมารังแก ให้สิทธิพิเศษ เพื่อให้ป้องกันตนได้ในวิถีทางของเขา
ผู้ชายยกน้ำหนัก เพาะกายให้แข็งแรงบึกบึน ผู้หญิงก็ต้องให้การบำรุงร่างกายให้อ่อนหวานนุ่มนวล ไม่ใช่ว่าความเท่าเทียมกันคือ ให้ผู้ชายนุ่มนิ่มเป็นหญิง ให้หญิงเพาะกายมีกล้ามเป็นมัด ๆ แบบชาย นั่นไม่ใช่ความเสมอภาค
ขจัดจุดอ่อนของหญิงให้ได้จึงจะทำให้หญิงมีอิสระได้มากขึ้น
จุดอ่อนที่สำคัญจุดแรกในทางสรีระ ที่ไม่อาจทำให้หญิงสู้ผู้ชายได้เลยในความรู้สึกของผม คือความเป็น “อิสระ” ในร่างกายของตนเอง
ที่สำคัญที่สุดก็คือการตั้งครรภ์ รวมถึงการ “ยุติการตั้งครรภ์” ด้วย
ข่าววัยรุ่นในรอบกว่าปีมานี้ วัยรุ่นมักวุ่นวายกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กันมาก

เมื่อเกิดความพอใจกันระหว่างเพื่อนเรียน ก็มักไปเที่ยวเตร่ไปพักค้างคืนในต่างจังหวัด โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่รู้ว่าลูกไปไหน สุดท้ายก็เกิดท้องเกิดไส้ขึ้นมา มีจำนวนไม่น้อยที่นักเรียน หรือแม้แต่นักศึกษาต้องหันหน้าเข้าหาคลินิกทำแท้งเถื่อน ดังปรากฏเป็นข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อย ๆ
เจ็บทั้งกายเพราะการรีดลูกสุดแสนจะทรมาน แถมยังเจ็บใจที่เสียรู้คนหรือตำหนิตัวเองที่โง่ ไม่รู้จักระมัดระวังป้องกัน
ส่วนผู้ชายนั้นเล่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะไม่ได้เป็นคนตั้งท้อง บางทีอาจจะปฏิเสธด้วยซ้ำว่าไม่ได้เป็นคนทำ
อย่างนี้ไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนสำส่อน ถ้าทำแท้งหรือทิ้งลูก ก็กลายเป็นแม่ใจยักษ์ใจมาร ต้องก้มหน้าเลี้ยงลูกที่ตนไม่พร้อมจะดูแลไป
โดยรัฐก็ไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ
นอกจากเอากฎหมายให้ตำรวจไล่จับไปติดคุกอีก
ปัญหาสังคมเรื่องนี้นับวันหนักข้อขึ้นทุกที

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องขมขื่นสำหรับทุกคน แต่ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุผลอธิบายได้ว่าเพราะอะไร ได้แต่น้ำท่วมปากหรือรับสภาพกันไป
การตั้งครรภ์ และความผิดที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์
ถูกโยนให้เป็นภาระของฝ่ายหญิงเท่านั้น โดยผู้ชายที่มีส่วนร่วมด้วย
ไม่มีความรับผิดใด ๆ เลย
ทั้ง ๆ ที่การตั้งครรภ์เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ก็ถูกวาดภาพให้กลายเป็นอาชญากรรม ที่คนที่ “อุ้มหลักฐาน” ไว้ต้องรับโทษรับผิดไปตามความคิดของคนในสังคม
มีใครเคยคิดบ้างไหมว่า การตั้งครรภ์เป็นความผิดร้ายแรงถึงกับต้องทำให้ผู้กระทำต้องเสียผู้เสียคน เสียยิ่งกว่าผู้ร้ายติดคุกหรือ?
การข่มขืนกระทำชำเราหญิง โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ชายเท่านั้นเป็นเพศที่กระทำกับหญิงได้
หญิงข่มขืนกระทำชำเราหญิงด้วยกันเองไม่ได้แต่กระนั้นหญิงเองกลับต้องร่วมรับผิดกับชายฐานเป็นตัวการข่มขืนหญิงด้วยกันเองได้
แต่ก็ยังมีกฎหมายฝืนธรรมชาติบัญัติให้หญิงข่มขืนกระทำชำเราผู้ชายได้อีก

การออกกฎหมายหลายอย่างจึงขาดความละเอียดอ่อนไป ทั้ง ๆ ที่ในทางอาชญาวิทยาแล้วความผิดบางอย่างเป็นข้อ “ต้องห้าม” หรือแนะนำว่าไม่ควรบัญญัติขึ้น เพราะจะทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี
ระหว่างการตั้งครรภ์กับการข่มขืนกระทำชำเราหญิง
มีความเท่าเทียมกันระหว่างเพศหรือไม่ ?
กฎหมายที่ออกมาหากมี “ผลพลอยได้” ที่หนักหนาสาหัสกว่าความผิดที่ห้ามอย่างมาก ก็ไม่ควรจะบัญญัติ เช่นการลงโทษหญิงซึ่งค้าประเวณี เมื่อหญิงกลัวโทษ ก็ต้องหาที่พึ่งทำให้เกิดอาชีพพ่อเล้าแม่เล้า แมงดา การค้าหญิง ฯลฯ ขึ้นมาอย่างไม่คุ้มกับการลงโทษหญิงในความผิดในฐานดังกล่าว
นอกจากนี้ ความผิดที่ให้ผลพลอยได้ร้ายแรงกว่าผลดี เช่นความผิดฐาน “ทำแท้ง” นี้แหละเป็นความผิดสำคัญอันหนึ่ง
เพราะความร้ายแรงอันเป็นผลพลอยได้จากการบัญญัติลงโทษการทำแท้งที่เห็นได้ในเบื้องต้นตามอุทาหรณ์ ก็ได้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่กระทบต่อการเรียนของเธอโดยตรง
การตั้งครรภ์นอกจากรัฐจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังบังคับให้อุ้มท้องต่อไป เพื่ออะไร? หรือเพื่อใคร? ทำแท้งก็ไม่ได้ คลอดออกมา ก็ไม่ได้เลี้ยงดูให้ แถมยังจะให้ไล่ออกจากโรงเรียนเสียอีก
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผิดพลาดไปบ้าง (เฉพาะหญิงเท่านั้น)
นอกจากรัฐไม่ช่วยแล้ว ยังให้โง่ต่อไปอีก

หญิงเท่านั้นที่จะโง่ลง เดิมถูกปิดกั้นทางการศึกษาอยู่แล้วยังถูกซ้ำเติมเข้าไปอีกถูกตัดโอกาสมากขึ้น ทางการศึกษาซึ่งเป็นพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน แล้วคุณภาพของประชากรหญิงจะเสมอภาคเท่ากับชายได้อย่างไร
ถ้าอยากมีอนาคตก็ต้องทำแท้ง เมื่อห้ามทำแท้งโดยถูกต้องก็ต้องวิ่งหาคลินิกเถื่อน
คลินิกเถื่อนมี 2 ประเภทคือ ประเภทที่มีหมอจริง แต่ต้องแอบทำ และก็ต้องเสียค่าบริการแพง ไม่มีทางต่อรองอะไรได้มากขึ้น แต่หญิงก็อาจจะปลอดภัยหน่อย
ส่วนที่ไปเจอพวกที่ตั้งตนเป็นหมอรีดลูก โดยไม่ได้มีความรู้ความระวังอย่างแพทย์ ใช้เหล็กแหลมแทงเด็กในครรภ์ผ่านมดลูกบ้าง เอากิ่งไม้แยงเข้าไปบ้าง ให้กินยาที่เป็นพิษบ้าง ใช้นิ้วกดใช้เท้าถีบเพื่อรีดให้เด็กออกมาบ้าง ล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือพิการทั้งสิ้น
หญิงที่รอดก็สมประโยชน์ตน หญิงที่ไม่รอดก็ไม่รู้จะไปฟ้องหมอเถื่อนที่ไหน
หญิงตาย พ่อแม่ไปฟ้อง ศาลฎีกาก็ยกฟ้องเสียอีก (ฎีกาที่ 954/2502 น.1262) โดยท่านให้เหตุผลว่า หญิงยอมให้เขาทำเอง !
คนที่เสียประโยชน์ก็คือหญิงที่ทำแท้ง และรัฐที่ผลักไสให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไปตาย และสนับสนุนกิจการของหมอเถื่อนไปในทางอ้อม คือให้เก็บค่าทำแท้งให้แพง ๆ โดยไม่ต้องเสียภาษี และรัฐก็คอยตั้งงบประมาณเพื่อรอรักษา อาการติดเชื้อ และการพิการของหญิงที่ทำแท้งเถื่อนมา รวมตลอดจนถึงร่างกายที่ต้องพิกลพิการเพราะผ่านการทำแท้งมาแล้ว
จับหมอที่ทำแท้งอย่างปลอดภัยให้ไปติดคุก
ถ้ากฎหมายบัญญัติให้หญิงที่ท้องพิสูจน์ได้ว่าชายใดเป็นพ่อ (ดู DNA) แล้ว กฎหมายจะบังคับให้ชายนั้นรับผิดชอบ ผมจึงจะถือว่ากฎหมายนี้เป็นธรรม เสมอภาค และไม่ต้องพูดเรื่องทำแท้งอีกต่อไป ! ! !
ไม่ใช่บัญญัติกฎหมายให้หญิงข่มขืนชายได้
(อดไม่ได้จริง ๆ อะ!)


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 104

หมวดเจี๊ยบกับเครื่องแบบทหาร

จากกรณีที่นายทหารแต่งเครื่องแบบขึ้นเวทีพันธมิตร นายตำรวจเข้าชื่อเรียกร้องให้ถอด ปปช. ตลอดจนหมวดเจี๊ยบขอร่วม “ดี สเตชั่น”
ผมเองก็ไม่รู้ว่า “ดีสเตชั่น” เป็นสื่อข่าวสารหรือเป็นสื่อแสดงความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง เหมือนกับ ASTV ที่ไม่ได้มีข่าวสารที่เป็นกลางตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานี มีแต่คำด่าอันหยาบคาย สั่งให้ทำร้ายคนโน้น ทำลายทรัพย์สินตรงนี้ ก่อกวนตรงโน้น
รวมถึงสถานีวิทยุที่อุดรที่ปลุกระดมให้เกิดการจลาจลในบ้านในเมืองด้วย
สื่อเหล่านี้จัดขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อหรือเป็นเครื่องมือทำลายคนที่ตนเกลียตกันแน่ !

“คนในเครื่องแบบ” ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป
เพราะประชาชนทั่วไปไม่มีเครื่องแบบและไม่มีสิทธิแต่งด้วย
เมื่อสวมเครื่องแบบทหารก็ต้องทำอย่างทหาร
เมื่อสวนเครื่องแบบ ตำรวจก็ต้องทำอย่างตำรวจ
เมื่อสวมเครื่องแบบศาล อัยการ นักศึกษา ก็ต้องทำอย่างที่ต้องทำ
จะทำอย่างประชาชนทั่วๆ ไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมีอำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ

.............ฯลฯ.................
ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิถือปืน ไม่มีอำนาจจับใคร ไม่มีอำนาจตัดสินคดี เอาคนเข้าคุก ไม่มีอำนาจรัฐกำกับอยู่ข้างหลัง ไม่มีกรมกองให้หลบหนีเข้าไปหลบซ่อน ไม่มีผู้บังคับบัญชาคอยปกป้อง แก้ต่างให้
เมื่อสวมเครื่องแบบก็ต้องทำให้สมบทบาท เล่นผิดบทก็เท่ากับหลอกลวงกัน
ทหารจึงห้ามไม่ให้ทหารทำการอย่างประชาชนทั่วไปได้ ไม่ใช่ขัดเสรีภาพ
มหาวิทยาลัยก็ห้ามคนที่ไม่ใช่นักศึกษาเข้าห้องเรียนหรือห้องสมุดได้ ไม่ใช่ขัดเสรีภาพ
อยากใช้สิทธิแบบประชาชนก็ต้องถอดเครื่องแบบ ถอดยศ ถอดสภาพความเป็นข้าราชการ จึงจะอ้างได้ว่าเป็นประชาชน ใช้สมอง มือเปล่าเท่าๆ กัน
ส่วนทหาร ตำรวจ ข้าราชการอัยการ ศาลผู้มีอำนาจรัฐ
ก็ต้องควบคุมดูแลให้ถูกต้องตามกติกาอย่างเคร่งครัด

การแต่งเครื่องแบบคือการแสดงเจตนารมณ์และหน้าที่

ทหารเขาให้มีปืนได้ เพราะมีหน้าที่ มีวินัยอย่างทหาร
หากเป็นประชาชน ย่อมไม่มีสิทธิที่จะแบกปืนอย่างเปิดเผยได้
หมวดเจี๊ยบจัดรายการนอกเจตนารมณ์แห่งหน้าที่
ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ที่กินสินบาทคาดสินบน โดยผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจหน้าที่ไม่ขจัดออกไป
จึงอาจเป็นผู้ทำลายกองทัพ กรม กอง หรือสถาบันที่อ้างว่าตนรักและคุ้มหัวตัวอยู่เพราะความที่ไม่รู้จักความหมายของเครื่องแบบ อันแสดงถึงเจตนารมณ์และหน้าที่ในอาชีพของตน
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นประชาชนใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองอยู่ดีๆ กลับไปยึดสนามบินเข้า ก็ย่อมกลายเป็นผู้ก่อการร้ายในคราบของประชาชนไปได้
หากไม่มีการดำเนินคดีพิสูจน์เจตนารมณ์ให้ประจักษ์ ก็เท่ากับสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในคราบของประชาชนให้คงอยู่ต่อไปนั่นเอง

เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ตำรวจทำหน้าที่ตามเครื่องแบบของเขา เพื่อป้องกันชีวิตตน อันเป็นสิทธิพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ป้องกัน ทรัพย์สินของรัฐและความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมืองอันเป็นหน้าที่ตามเครื่องแบบ
แต่พวก “บูชาสิทธิมนุษยชน” อย่างผิด ๆ กลับจะห้ำหั่นเอาผิดโดยคิดว่า
ตำรวจเหล่านั้นไม่ใช่มนุษยชนที่มีสิทธิ !!!


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


ข่มขืนกระทำชำเรา :
หมอสูติ ฯ ไม่รับตรวจ โบ้ยหมอฟัน !!!!


หลังจากที่กลุ่มสตรี ที่ร่วมกับประธานกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2550 ข่มขืนใจให้อดีต สนช.ทั้งสภา ผ่านกฎหมายให้หญิงข่มขืนชายได้ โดยเปลี่ยนนิยามศัพท์คำว่า “กระทำชำเรา” ตามมาตรา 276 วรรคสองให้กลายเป็นความพิสดารผิดธรรมดามนุษย์ไป เป็นว่า
“การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น....”
“แหล่งไม่ปรากฏข่าว” กล่าวในรายงานว่า บัดนี้ เมื่อมีคดีหญิงสาวถูกกระทำชำเรา และตำรวจได้ส่งให้สูตินรีแพทย์เพื่อให้ตรวจอวัยวะเพศตามที่เคยปฏิบัติมานั้น หมอสูติฯได้ปฏิเสธการตรวจโดยสิ้นเชิง ด้วยเกรงว่าตนจะมีความผิดตามนิยามของกฎหมายใหม่ กล่าวคือ หากหมอใช้วัสดุตรวจภายในช่องคลอดแล้วเกิดอารมณ์พึงพอใจในการกระทำของตน หญิงที่ถูกตรวจจะฟ้องว่าถูกแพทย์ข่มขืนกระทำชำเราเอาได้เพราะข้อความในกฎหมายที่ว่า
“การกระทำชำเรา ... หมายความว่า .... การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการ..........ฯ. ...... ใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น”
อาจรวมไปถึง แพทย์ ริดสีดวงหรือ การตรวจต่อมลูกหมากที่จะต้องเดือดร้อนไปด้วย
อีกประการหนึ่ง หมอสูตินรีแพทย์ เห็นว่า ตามความหมายใหม่ ซึ่งมิใช่การกระทำชำเราทางช่องคลอดตามความหมายดั้งเดิมแล้ว ยิ่งไม่เกี่ยวกับหมอสูติฯ เลย เพราะ......
“การกระทำชำเรา ... หมายความว่า .... การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับ ... ช่องปาก ของผู้อื่น ...หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับ.... ทวารหนักของผู้อื่น”

หลักฐานการกระทำชำเราจึงอยู่ในปาก ..... หมอสูติฯ ไม่มีเครื่องมือ
ต้องส่งต่อให้หมอฟันซึ่งมี……
“ที่ถ่างปาก” ไง !!!
ยิ่งไปกว่านั้น การ “ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือ กระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน..” ตามมาตรา 276 วรรคสาม
การ “โทรมหญิง” หมายถึง การกระทำชำเราโดยบุคคลมากกว่า 2 คน (ฎีกาที่ 1992/2517 น.1504; ที่1202/2529 น.1433) ซึ่งศาลท่านวางหลักไว้ถูกต้องตามธรรมชาติดีอยู่แล้ว แต่เมื่อความหมายของการ “กระทำชำเรา” เปลี่ยนไปแล้ว จึงอาจมีผลทางกฎหมาย ทำให้ผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งที่เอาอวัยวะเพศแตะปากผู้เสียหาย ขณะที่อีกคนหนึ่งเอาตะเกียบหรือนิ้วไปแตะก้นผู้เสียหายด้วยความใคร่ ......
กลายเป็นการโทรมหญิงโทรมชายไปได้ !!!
ดู....ดู๊....ดู....ดู เขาทำกับกฎหมายอาญาได้
-----------------------
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 103 มกราคม 2552

หน้าที่ของนักกฎหมาย

กฎหมายเป็นทางแก้ไขปัญหาโดยสันติในขณะที่มีวิกฤติเพราะได้บัญญัติขึ้นโดยมีเหตุผลของเรื่อง แต่ปัญหาของนักการเมืองไทยและนักกฎหมายที่ไม่มีความเชื่อมั่นในวิถีทางดังกล่าวทำให้การแก้ไขไร้ผล กล่าวคือ

แทนที่จะยอมรับปรับพฤติกรรมของตนให้เข้ากับกฎหมาย
กลับกลายเป็นการคิดแก้กฎหมายให้เข้าได้กับพฤติกรรมของตน


ปัญหาทั้งหลายจึงเวียนวนอยู่อย่างไม่รู้จบ นักกฎหมายที่ดีจึงมีส่วนสำคัญที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสันติและความปรองดองได้โดยกฎหมาย
เมื่อมีกฎหมายก็ย่อมจะต้องมีผู้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย นั่นก็คือนักกฎหมายหรือทนายความทั้งหลายซึ่งจะเป็นผู้คอยแนะนำว่าหลักเกณฑ์ของกฎหมายคืออะไร อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ รวมทั้งการดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้องต่าง ๆ ทางกฎหมายด้วย แต่ถ้ามีกฎหมายที่จุกจิกมาก นักกฎหมายกลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งไปไม่น้อยกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยทีเดียว
ตามรัฐธรรมนูญของรัฐโดยทั่วไปได้กำหนดองค์กร 3 องค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ (พระมหากษัตริย์โดยผ่านทางรัฐสภา) เป็นผู้บัญญัติทั้งกฎหมายใหม่ และยกเลิกกฎหมายเก่า ฝ่ายบริหาร (พระมหากษัตริย์โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี) นอกจากเป็นผู้ที่จะนำกฎหมายที่รัฐสภาจัดทำขึ้นไปปฏิบัติแล้วยังได้รับอำนาจบางประการจากรัฐสภาตามพระราชบัญญัติบางฉบับให้ออกพระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด หรือกฎกระทรวงต่าง ๆ ได้ฝ่ายตุลาการ (พระมหากษัตริย์โดยผ่านทางศาล) มีหน้าที่ชี้ขาดข้อพิพาท ตีความและอุดช่องว่างของกฎหมายวางบรรทัดฐานของคดีต่าง ๆ
นักกฎหมายส่วนหนึ่งจึงเวียนวนอยู่ใน 3 องค์กรนี้ โดยอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติบ้าง ที่ปรึกษาของฝ่ายบริหารบ้าง เป็นผู้พิพากษา อัยการหรืออาจารย์สอนกฎหมายบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไปเป็นทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายในหน่วยงานของเอกชน ช่วยเหลือในการทำนิติกรรมสัญญา การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน บริษัท การค้า การลงทุน ตรวจสอบบัญชี ประเมินภาษีอากรตามกฎหมาย ตลอดจนการร่างฟ้องแก้ต่าง และดำเนินคดีในศาลด้วย
แต่กระนั้น งานของนักกฎหมายที่ดี ยังมีอีกมากและยากกว่าที่กล่าวมาหลายเท่านัก เพราะไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้กฎหมาย จัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เข้ากรอบของกฎหมาย ซ้ำไปซ้ำมาตามแนวที่ถูกวางไว้แล้วเท่านั้นไม่ หากแต่ต้องพิจารณาปัญหาบางเรื่องอย่างกว้างไกลและรอบคอบ เพราะกฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทุกปัญหา แม้ว่าจะวางหลักเกณฑ์เอาไว้อย่างดีแล้วก็ตาม อาจมีปัญหาที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้ ซึ่งนักกฎหมายต้องใช้ปัญหาความสามารถเข้าแก้ไขให้ได้ เช่น การผสมเทียมและมีการรับจ้างตั้งครรภ์ ปัญหามีว่า บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรของใคร เจ้าของ sperm? เจ้าของไข่? หรือผู้ที่ตั้งครรภ์? ผู้ที่บริจาค (sperm donner) จะถือเป็นบิดาหรือบุพการีของเด็ก ๆ ทุกคนที่เกิดจาก sperm ที่เขาบริจาคไว้หรือไม่ ? เพราะมีผลต่อการเป็นผู้เสียหายในการดำเนินคดีแทน หรือในเรื่องหมิ่นประมาท ตลอดจนเรื่องของมรดกด้วย หรือใน ความผิดฐานทำแท้ง” จะถือว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไหร่? จะถือว่าการทดลองเด็กในหลอดแก้วเป็นการเริ่มต้นชีวิตแล้วหรือไม่? ความผิดฐานทำแท้งเริ่มได้เมื่อใด? “การ cloning มนุษย์” ควรต้องห้ามหรือสนับสนุน? การซื้อขายอวัยวะจะทำได้เพียงใด ?
ทำนองเดียวกันกฎหมายบัญญัติห้ามฆ่าผู้อื่น แต่การหยุดเครื่องช่วยหายใจก็ดี การทำให้ตายเพื่อให้คนไข้พ้นทรมานก็ดี จะเป็นการกระทำที่ยอมรับได้หรือไม่? ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งในไขกระดูกมีความเจ็บปวดทรมาน ไม่มีทางรักษาให้หายได้ ต้องฉีดมอร์ฟีน เพื่อระงับความเจ็บปวดวันละกว่า 20 เข็ม เสียค่าใช้จ่ายฝันละกว่า 10,000 บาท โดยไม่มีทางดีขึ้นได้สมควรจะให้เขาจากไปอย่างสงบหรือไม่? การปล่อยให้อยู่ต่อไปน่าจะทารุณต่อเขามากกว่าหรือเปล่า เป็นความแตกต่างระหว่าง “killing and letting die” ปัญหาเหล่านี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน นักกฎหมายที่สามารถจะต้องเป็นผู้หาคำตอบให้ได้
ดังนี้ กฎหมายแม้จะผูกมัดให้คนต้องปฏิบัติตาม แต่ต้องไม่หยุดนิ่งตายสนิทอยู่กับตัวบทที่บัญญัติ หรือติดอยู่กับการตีความครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง หากแต่เคลื่อนไหวในกรอบของเหตุผล ในการใช้ การแปลความหมายที่เหมาะสมสอดคล้องตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพื่อหาคำตอบที่ยังตอบไม่ได้ และคำตอบที่ได้ก็ต้องมิใช่เหตุผลลอย ๆ หากต้องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับด้วย แต่การที่จะได้คำตอบเช่นนั้น จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าด้วยภูมิปัญญาและรู้ถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วย
การศึกษา เพื่อหาเหตุผลต้องประกอบด้วยการหยั่งไปถึงภูมิหลัง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชุมชนและกฎหมายต่าง ๆ ที่ประกอบกันอยู่ ภูมิปัญญา นั้นต้องใช้กลั่นกรอง เพื่อให้คำตอบที่เหมาะกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และสอดคล้องกับประโยชน์ทั้งหลายของผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้อจำกัดนั้นได้แก่การตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ และเป็นไปได้ ต้องเข้ากันได้กับความรู้สึกของประชาชนทั้งหลาย ไม่ไกลเกินวิสัยที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจและคล้อยตามได้
นักกฎหมายจึงมีหน้าที่หาทางออกที่ดีที่สุด สำหรับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามกฎหมายให้ได้ นักกฎหมายบางคนอาจมีความโลภ เอาเปรียบและไม่เป็นธรรม แต่นักกฎหมายที่ดีย่อมจะเป็นผู้ที่ทำให้สังคมรอบตัวเขานั้นน่าอยู่ขึ้นได้ โดยใช้มันสมองและวิจารญาณอันรอบคอบเฉียบคมให้เป็นผลขึ้นมา
ในการปกครองประเทศที่มีนักกฎหมายพัวพันอยู่ด้วยนั้น จึงต้องแยกนักกฎหมายที่ดีมีปัญญากับนักกฎหมายที่แสวงหาอำนาจความร่ำรวยและช่องทางเอาเปรียบคนอื่น ไม่รู้หน้าที่และสถานะของตนไม่ว่าอยู่ในฐานะใดให้ออก เพื่อประชาชนจะได้ตอบตนเองได้ว่าความเห็นของนักกฎหมายฝ่ายใดกันที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและวางเขาไว้ในที่ที่เหมาะกับพฤติกรรมของเขา

------------------------------------
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 101 ธันวาคม 2551

Reckless or Foreseen Terrorist?

Reckless or Foreseen Terrorist?

การกระทำของกลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือ พธม. แม้จะน่าเห็นใจอยู่มากในความอึดอัดคับข้องใจ ความไม่ไว้วางใจในการบริหารงานของรัฐบาล “พรรคพลังประชาชน” แต่การไม่แยกคนดีออกจากคนไม่ดีก็อาจทำให้พลาดท่าเสียทีให้แก่ความไม่ดีได้

แม้แต่ในกลุ่มแกนนำด้วยกัน
ต่างก็ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” กันทั้งนั้น

หากได้กลับมามองตนเองบ้าง รับฟังข้อตำหนิของผู้หวังดีอย่างมีเหตุผลบ้าง
ก็คงจะไม่มีอะไรบานปลายไปมากมายอย่างที่เห็นกัน
การเคลื่อนไหวหลาย ๆ อย่างจึงเลยเถิดออกไปนอกกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ….
ประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(๑) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(๓) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุก....”
โดยเฉพาะการไม่ยอมรับข้อเสนอใด ๆ ที่ทุกฝ่ายพยายามหาทางออกให้โดยสันติวิธีอย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ รับฟัง เข้าอกเข้าใจในความล้มเหลวทั้งของภาครัฐ (ข้าราชการที่วิ่งรับใช้เอาประโยชน์ของชาติประเคนให้นักการเมืองอย่างไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีเหลืออยู่เลย) และรัฐบาลที่หลับหูหลับตาแต่งตั้งคนที่ขาดคุณสมบัติ(ทางการศึกษา) คนที่ทุจริตการเลือกตั้ง นักเลงหัวไม้ คนที่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก…ฯ อย่างท้าทายกฎหมาย และความชอบธรรม โดยอ้างว่าไม่มีกฎหมายห้าม หรือ รอการตีความ ก่อน แล้วค่อยออก

แม้ศาลจะได้ตีความให้ออกแล้ว ก็กลับเข้ามารับตำแหน่งใหม่ได้อีก
เพราะเป็นคนละครั้งกัน !!!
ต้องรอตีความใหม่อีก


รวมถึงประชาชนที่ corruption เลือกตั้งคนเหล่านั้นเข้ามาโดยเห็นแก่ทรัพย์สินและบุญคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็มีส่วนที่ก่อให้เกิดวิกฤติของชาติเช่นกัน

การเรียกร้องข่มขู่ให้มีการตัดน้ำ ตัดไฟ ก็เข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๗ วรรคสอง “ผู้ใดยุยงหรือจัดให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้าง หรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขาย หรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อบังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”
น่าสังเกตว่าพันธมิตรตัดน้ำ ตัดไฟ รัฐสภา และกองบัญชาการตำรวจนครบาล
แต่สนามบินสุวรรณภูมิกลับเปิดไฟทุกดวง (ค่าไฟคืนหนึ่งเป็นหลายแสนทีเดียว) ห้องน้ำทุกห้องก็เปิดให้ ทั้ง ๆ ที่สนามบินประกาศหยุดให้บริการแล้ว แสดงว่า ....
หยุดบริการผู้โดยสาร แต่ให้บริการพันธมิตร ???
ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมเองก็คงไม่พ้น มาตรา ๑๑๗ วรรคสอง “ผู้ใดทราบความมุ่งหมายดังกล่าวและเข้ามีส่วนหรือเข้าช่วยในการร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใดๆ นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และผู้ดูแลสนามบินจะเข้าข่าย ดังกล่าวด้วยหรือไม่ ?
การยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เป็นกรณีร้ายแรงที่สุด อาจเข้าข่ายเป็นการก่อการร้ายได้ (กฎหมายนี้ออกมาอย่างรีบร้อนในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย) ความว่า ...
มาตรา ๑๓๕/๑ ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้
(๑) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ
(๒) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ
(๓) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ
ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมาย ..... เพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษ .....
การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย”
“มาตรา ๑๓๕/๓ ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๓๕/๑ หรือมาตรา ๑๓๕/๒ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้นๆ”
เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเพิกเฉยก็คงไม่ได้เพราะฝ่ายพันธมิตรเองก็เรียกร้องมาตลอด ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งในแง่หมายจับและการดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง
ค่าเสียหายคราวนี้ นอกจากผู้นำกลุ่มทั้งหลายแล้ว ผู้ที่ได้ออกทีวี ทั้งที่ปิดหน้าและไม่ปิดหน้า คงต้องช่วยกันรับผิดทางอาญาและเฉลี่ยค่าเสียหายทางแพ่ง ด้วย ยังไง ๆ ก็คิดเสียว่าบริจาคเงินช่วยชาติก็แล้วกัน เงินที่บริจาคเข้าบัญชีช่วยพันธมิตรไว้เอามาใช้เยียวยาค่าเสียหายบ้างก็ดี ก่อนที่จะถูกโอนไปเข้าบัญชีใคร !!!!
ผมเลยลงความเห็นไม่ได้ว่าการกระทำของฝ่ายพันธมิตรนั้นจะเป็นการก่อการร้าย ที่เข้าลักษณะเป็น Foreseen or Reckless Terrorist !!!!
แปลว่าการก่อการร้ายโดยย่อมเล็งเห็นผล หรือ
ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง!!!!
……………………………….

รษก.กรรมการสิทธิมนุษยชน
ไม่ทำหน้าที่ !!!


ที่จริงผมไม่น่านำกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวด้วยหรอก เพราะตำแหน่งของท่านก็หมดวาระไปกว่า 2 ปีแล้ว กฎหมายให้อยู่ได้วาระเดียว แต่ท่านเหล่านี้ก็ยังคงนั่งทำตาใสกินเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างน้อยท่านละ แสน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทุกประการ ท่านก็อยู่ของท่านต่อไปอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะถูกเรียกเงินเดือนคืน ย้อนหลัง
(เพราะปกติ แล้ว รักษาการ ... เขาไม่ให้เงินประจำตำแหน่งกัน ) .....

การปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เป็นการกระทบต่อสิทธิมนุษยชนเรื่องเสรีภาพในการเดินทางอย่างร้ายแรง ทั้งในและระหว่างประเทศ จน อาจเข้าข่ายเป็นการก่อการร้าย ผมหวังว่าจะเห็น “รักษาการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน” ออกมาประณามการกระทำดังกล่าว แต่ก็ต้องผิดหวังอย่างแรง .....
รักษาการคณะกรรมการ ฯ ดังกล่าวกลับเงียบเหมือนกับว่าพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ตอนเขาชวนไปร่วมดูการปฏิบัติงาน ก็ไม่ร่วมงานด้วย แต่หากตำรวจ “เคลียร์” สนามบินให้สุจริตชนเมื่อใด เมื่อมีพรรคพวกของผู้ที่ยึดสนามบินบาดเจ็บล้มตาย .... ท่านคงออกโรงโจมตี ตั้งกรรมการสอบสวนผู้ปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นให้เสียกำลังใจ หวั่นไหวกันเล่น ๆ เพื่อชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องชองท่านเท่านั้น ประเทศชาติและความถูกต้องเป็นอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ !!!

ผมจึงสันนิษฐานเอาเองว่า ......
หน้าที่ของท่านคือคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนร้ายเท่านั้น
สิทธิของประชาชนคนดี ท่านไม่มีหน้าที่คุ้มครอง !!!


....................................................
จากวารสารกฎหมายใหม่ ฉบับที่ 101 พฤศจิกายน 2551